ไข้เลือดออกไครเมียนคองโก



ไข้เลือดออกไครเมียนคองโก การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของระบบนิเวศในโลกปัจจุบันทำให้เชื้อโรคปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ดังนั้น จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคติดเชื้อใหม่ ๆ เกิดขึ้นตามมาอีกหลายโรค และเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โรคติดต่อในปัจจุบัน ตามกฎหมายโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศรวม 13 โรคติดต่ออันตรายที่คนไทยต้องเฝ้าระวัง ซึ่งหนึ่งในนั้นคนไทยคุ้นเคยกันดี แต่คุณอาจไม่คุ้นเคยกับชื่อที่อยู่เบื้องหลัง ไข้เลือดออกไครเมีย-คองโก

 

มีอาการเป็นเช่นไร


อาการของไข้เลือดออกไครเมียคองโก ได้แก่ ไข้เฉียบพลัน ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ เจ็บตา หน้าแดง และกลัวแสง บางคนมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และปวดท้อง หลังจากนั้นอาจเกิดอารมณ์แปรปรวน สับสน ก้าวร้าว ตามมาด้วยอาการง่วงซึม ซึมเศร้า และหัวใจเต้นเร็ว ต่อมน้ำเหลืองโต เลือดออกใต้ผิวหนังและเยื่อบุต่าง ๆ และพบเลือดออกตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น เลือดออกในกระเพาะอาหาร ปัสสาวะเป็นเลือด เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน ในบางรายอาจมีอาการของตับอักเสบ


สาเหตุที่ทำให้เกิดโรค


ไวรัสไข้เลือดออกไครเมีย-คองโก เป็นสมาชิกของสกุล Orthoviridae ของตระกูล Nairoviridae ของไวรัส RNA อนุภาคของไวรัสมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 80 ถึง 120 นาโนเมตร (นาโนเมตร) และเป็นแบบพลีโอมอร์ฟิก ไม่มีไรโบโซมโฮสต์ภายในอนุภาคไวรัส อนุภาคไวรัสแต่ละตัวมีสำเนาของจีโนมสามชุด ซองจดหมายเป็นชั้นเดียวและประกอบด้วยชั้นไขมันหนา 5 นาโนเมตรโดยไม่มีส่วนที่ยื่นออกมา โปรตีนห่อหุ้มก่อตัวเป็นส่วนที่ยื่นออกมาเล็ก ๆ ยาว 5-10 นาโนเมตร นิวคลีโอแคปซิดมีลักษณะเป็นเส้นใยและกลม ยาว 200-3,000 นาโนเมตร ไวรัสสามารถใช้นิวคลีโอลินโปรตีนที่ผิวเซลล์เพื่อเข้าสู่เซลล์ได้ โดยมักเกิดในคนงานเกษตรหลังจากถูกเห็บที่ติดเชื้อกัด รองลงมาคือคนงานโรงฆ่าสัตว์ที่สัมผัสกับเลือดและเนื้อเยื่อของปศุสัตว์ที่ติดเชื้อ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่สัมผัสกับของเหลวในร่างกายของผู้ติดเชื้อ


 อาการเฉียบพลัน


อาการจะเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน คือ มีไข้ ปวดกล้ามเนื้อ ชา

ปวดคอร่วมกับอาการตึง ปวดหลัง ปวดศีรษะ ปวดตา หน้าแดง

และกลัวแสง บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เจ็บคอในระยะแรก

พบมีอาการท้องเสียและปวดท้อง หลังจากนั้นจะเกิดอารมณ์แปรปรวน

สับสน ก้าวร้าว ตามด้วยความเฉื่อยชา ซึมเศร้า และหัวใจเต้นเร็ว ต่อมน้ำเหลืองโต

เลือดออกตามผิวหนังและเยื่อบุช่องปาก เพดานปาก คอ เป็นต้น

เลือดออกตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น กระเพาะอาหาร ปัสสาวะปนเลือด

เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน บางคนอาจเป็นโรคตับอักเสบ



วิธีการป้องกันและรักษา


โรคไข้เลือดออกไครเมียคองโกสามารถป้องกันได้โดยการดูแลไม่ให้เห็บหรือหมัดกัด

และหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีโรคประจำถิ่น และหากมีอาการ เช่น มีไข้เฉียบพลัน เจ็บตา

หน้าแดง คลื่นไส้ ท้องเสีย ให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการป้องกันและรักษาที่ได้ผล มีการพัฒนาวัคซีนเพื่อการรักษา

ขณะนี้ยังไม่มีวิธีการที่ชัดเจน มีความพยายามที่จะรักษาด้วยเซรุ่มจากผู้ที่หายจากโรค

รวมถึงการใช้ยาต้านไวรัสทั่ว ๆ ไป แต่ผลการรักษาในปัจจุบันยังไม่แน่นอน


สนใจอ่านต่อได้ที่นี้ : เรื่องโรค รอบตัวน่ารู้





ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้